*ก่อนจะอ่านนิยาย โปรดตรวจสอบว่าท่านได้อยู่ในสถานที่ที่มีแสงเพียงพอ หรือถ้าท่านอ่านในความมืดก็อย่าลืมเปิด Night Mode หรือจอส้ม เพื่อป้องกันการปวดหัวและสายตาสั้นด้วยนะครับ*

——————————————————————————————–

 

ณ ที่ห้าสันเขามีแสงสุริยะเฉิดฉายส่องลงมา, แสงสว่างและเงานั้นตั้งแต่ที่อบิเกลจำความได้มันคือเอกลักษ์ของเมืองแห่งนี้.

 

ณ พระราชวังนั้นมีนาฬิกาเรือนใหญ่อยู่, หน้าปัดของมันสุกสว่างมาจากด้านหลังเพราะหลอดแก้วนับพันที่มีเอเธอร์บรรจุอยู่. มันเป็นสิ่งแรกที่แสงสุริยะส่องมาถึงยามเมื่อมันขึ้นจากขอบฟ้ามา ดั่งเครื่องบอกสัญญาณของรุ่งอรุณใหม่ที่มาถึงและถึงเวลาที่จะเริ่มทำงานกันแล้ว.

 

จากนั้น,ในขณะที่อาทิตย์ค่อยๆลอยขึ้นมา เหล่าคนดูแลตะเกียงที่เป็นดั่งแนวหน้าของชนชั้นแรงงานก็พากันออกมาทั่วเมืองและแต่ละคนก็พากันไปปิดไฟถนน. พวกเขามักเริ่มปิดจากตึกรัฐสภาบนยอดเขาที่สองแล้วไล่ลงมาเรื่อยๆ, ไฟถนนนั้นดับลงทีละดวงๆราวกับดวงดาวระยิบระยับที่มีแสงอาทิตย์ไล่ตามหลังมาติดๆ.

 

ในหมู่ห้ายอดเขานั้น ณ ยอดเขาที่สูงที่สุดมีสถาบันศึกษาแห่งหนึ่งตั้งอยู่. เมื่อเปิดประตูออกมาแสงสว่างทั้งสองฝั่งก็เปล่งประกายเต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวา. แสงสว่างนั้นเป็นแสงแห่งเอลดริทช์* ที่ทำให้ตึกหินธรรมดาๆดูงามหยดย้อยขึ้นมาได้, เป็นบางสิ่งที่เหนือกว่าเวทย์มนต์ธรรมดาๆที่ทุกๆคนและแม่ของพวกเขาใช้กันอยู่ทุกวัน. รูปปั้นเองก็ดูมีชีวิตขึ้นมา, ภาพวาดขยับเขยื้อนขึ้นมาได้และทางสถาบันก็กำลังเตรียมพร้อมรับนักเรียนหน้าใหม่นับพัน.

 

เมื่อดวงอาทิตย์ขึ้นจากขอบฟ้าและส่องแสงสว่างให้ทุ่งหญ้าที่เคยเป็นป่าไม้มาก่อนแล้ว พวกสัตว์ขี่ต่างๆก็พากันตื่นขึ้น. การประชุมแต่งตั้งของศาลศาสนาก็ยังคงมืดมนอยู่ มันถูกซ่อนจากแสงสว่างโดยเนินหินสูงใหญ่ แต่ ณ เนินเขาของผู้ค้าขาย, ที่ที่อบิเกลทำงานตั้งแต่ไก่โห่ยันไก่หลับมิได้ริบหรี่แสงแต่อย่างใด. ตะเกียงสีแดงปะทุออกมาพร้อมกับเศษเหลือทิ้งของเอเธอร์และแสงไฟก็กลับมามีชีวิตด้วยนิ้วโป้งที่กดลงไปเล็กน้อย.

 

ในช่วงเช้ามืดนั้นมีความเงียบงันพิลึก. ที่ถนนด้านนอกนั้นมีเสียงฝูงชนที่ตื่นเช้าพร้อมกับเสียงล้อรถรูนครูดไปกับถนนหินอยู่ แต่เสียงเหล่านั้นก็อยู่ไกลออกไป, มันถูกบดบังด้วยเสียงโหลแก้วที่ชนกันไปมายามเมื่อรถผ่านอย่างง่ายดาย.

 

ในเมืองนั้นครื้นเครงมากๆ, วงแหวนเวทย์มนต์เริ่มเปล่งแสงออกมาพร้อมกับกลิ่นของโอโซนและสายฟ้าไปทั่วอากาศ จากนั้นเหล่าฟามิเลียร์*ของพ่อมดแม่มดนับพันก็รุดหน้าไปก่อนเจ้านายของพวกมันเพื่อเข้าไปในสถาบันศึกษาบนยอดเขานั้น. เหล่าพ่อค้าแม่ค้าก็ซุบซิบกันไปมาขณะเดินตัวติดกันเป็นกลุ่มเข้าไปในร้านของพวกเขา.

 

ความครื้นเครงและความมีชีวิตชีวาเหล่านั้นถูกล้อคไว้ด้านหลังของประตูไม้บานหนาบานหนึ่ง.

 

เด็กผู้หญิงสองคนกำลังยืนอยู่ข้างๆวงกลมที่พวกนางวาดไว้บนพื้น, ในห้องนั้นมีเพียงแค่แสงตะเกียงส่องสว่างอยู่ “เหม็นจัง” อบิเกลกล่าว. จมูกนางบู้บี้ขณะที่มองผลงานของตัวเอง.

 

เพื่อนของนางยักไหล่ข้างหนึ่งให้, ท่าทีที่ดูไม่เหมาะกับสุภาพสตรีนั้นดูไม่เหมาะสมในทุกสถานการณ์เลย. “ได้ผลอยู่น่า” นางกล่าว “ชั้นว่าเธอไม่ได้ทำพลาดตรงไหนหรอก”

 

“อื้อ” อบิเกลกล่าวขณะที่มองไปทางวงแหวนนั้นด้วยสายตาระมัดระวังอีกครั้ง. ของสังเวยแต่ละอย่างเข้าที่ของมันแล้ว. ซัลเฟอร์ในถ้วยแก้วฉนวน, ดอกสารส้มกองอย่างเป็นระเบียบ, ลูนาร์คอสติค* ก็เข้าที่แล้ว. แน่นอนว่าส่วนผสมไม่ได้มีแค่นี้, มันเยอะจนเธอไม่เคยเห็นแบบนี้ในวงแหวนอื่นมาก่อนเลย.

 

(ลูนาร์คอสติคหรือก็คือซิลเวอร์ไนเตรตครับ)

 

จากนั้น, ที่ตรงกลางของทุกสิ่งทุกอย่างนั้น, ด้านบนแท่นเล็กๆนั้นมีวงแหวนที่เล็กกว่าอีกวงอยู่ มันมีเกลือกับแม็กนีเซียโรยเป็นเส้นไปหาวงแหวนวงแรกอยู่. ในวงแหวนเล็กนั้นก็มีส่วนผสมพิศดารวางอยู่อีก. มันมีอยู่5จุดและแต่ละจุดก็มีวงแหวนที่เล็กกว่าอีกอยู่รอบๆ. วงหนึ่งมีหยดเลือดของเธอ, อีกวงหนึ่งมีเศษผมของหญิงพรหมจรรย์อยู่ (ชิ้นนี้หาง่ายมาก), วงต่อมาก็มียางไม้แก่ของเอ็นท์อยู่จำนวนหนึ่ง, วงถัดไปก็มีทองคำในรูปเหรียญเล็กๆที่เธอพบเข้าอยู่และเธอหวังว่ามันคงจะไม่หายไปตอนร่ายคาถา, และวงสุดท้ายก็มีลึงค์ของยูนิคอร์นอยู่ชิ้นหนึ่ง, พึ่งหั่นมาสดๆเลยล่ะ.

 

“เธอแน่ใจนะ?” เธอถามอีกครั้งพร้อมกวาดสายตาไปมาระหว่างของสังเวยกับเพื่อนของเธอ “ดาฟนี่, เราไม่เคยร่ายคาถาที่มันรุนแรงขนาดนี้มาก่อนเลยนะ” นางโอด.

 

เพื่อนของเธอยิ้มมุมปากให้พร้อมกับหรี่ตาลงเล็กน้อย “อย่างห่วงเลยน่าอาบี้, ชั้นอยู่นี่ทั้งคนนะ ชั้นมั่นใจด้วยว่ามันจะออกมาสำเร็จ. คาถานี้ถึงจะเก่าไปหน่อยแต่ก็ใช้ได้นะ ถ้ามันไม่มีอะไรพิลึกๆอะนะ”

 

“ไม่ได้ช่วยให้ดีขึ้นเลย” อบิเกลกล่าว. เธอโยกตัวไปมาเพราะลังเลมากกว่าเดิม. แน่นอนว่ามันสายเกินกว่าจะถอยแล้ว. เครื่องสังเวยถูกวางไว้แล้ว บางชิ้นอาจจะใช้ไม่ได้อีกเลยถ้าเธอเก็บมันตอนนี้.

 

ดาฟนี่เดินเข้ามาใกล้ๆแล้วกอดอบิเกลอย่างแน่น ถึงจะต้องก้มตัวลงไปหน่อยก็เถอะ. “ไม่เป็นไรหรอก. ของแบบนี้จะลังเลก็ไม่ผิดหรอกนะ. ตอนเราร่ายคาถาอัญเชิญมันก็ผ่านไปได้โคตรดีเลยนะ. เธอชอบอากี้หนิ. รีบทำซะแล้วเธอจะได้อากี้เป็นของตัวเองซักทีจากนั้นจะได้เข้าสถาบันได้แบบโคตรง่ายไงล่ะ”

 

“อากี้ถูกอัญเชิญมาด้วยวงแหวนแบบถูกวิธีนะ” อบิเกลกล่าว “แถมเธอยังมีคนสอนให้ด้วย”

 

ดาฟนี่ถอนหายใจดังฟึดออกมา, เป็นท่าทีที่ไม่งดงามเพราะจมูกของเธอ ยู่ขึ้นไป “ชั้นก็เป็นคนสอนเธอไง”

 

“มืออาชีพด้วย” อบิเกลเถียงกลับ.

 

“โอ้ย อาบี้, เธอดุจังเลย” ดาฟนี่กล่าวพร้อมกับปล่อยมือออกจากอบิเกลแล้วเอานิ้วจิ้มซี่โครงนางไป. “รีบๆยัดเอเธอร์เข้าไปในของพวกนั้นแล้วมารอดูประกายแสงกันเถอะน่า”

 

อบิเกลพยักหน้าจากนั้นสูดหายใจเข้าลึกๆด้วยความลังเลอีกแล้ว.

 

จากนั้นพอเธอได้ยินเสียงถอนหายใจของดาฟนี่ตรงกำแพงนั่น เธอก็คุกเข่าลงข้างๆวงแหวนจากนั้นก็ยื่นมือของเธอเข้าไปแตะที่พื้นเย็นๆนั่น. เธอหลับตาลงพร้อมกับเอามือแตะไปด้วยทุกอย่างที่เธอมี, ความหวัง,ความฝัน, ทุกอย่างของเธอขึ้นอยู่กับวินาทีนั้นแล้ว.

 

แล้วเธอก็อัญเชิญท่านมา.

————————————————————————————————-

 

ท่านกำลังลอยอยู่ท่ามกลางเดอะวอยด์. ในความมืดมิดที่แม้แต่แสงสว่างเองก็มิอาจสาดไปถึงและเป็นที่ที่เดียวที่สิ่งต่างๆที่อยู่ท่ามกลางหลับใหลอยู่*.

 

สิ่งใดๆล้วนอนิจจังดั่งสายลมในฤดูใบไม้ผลิ. ความเป็นเหตุเป็นผลใดๆล้วนไม่สำคัญ. อำนาจจิตคือสิ่งที่ปกครองกระแสเวียนว่ายของช่องว่างระหว่างช่องว่างทั้งหลาย.*

 

ท่านถูกกระตุก, ถูกดึง, ถูกเรียกหาจากที่ที่เหล่ามัตยะและสิ่งมีชีวิตเข้าใจว่าเป็นระยะอันไกลโพ้นจนมิอาจเข้าใจได้.

 

มันปลุกท่านให้ตื่นขึ้นมา.

 

*********************************************************************

 

จากผู้แปล: *เอลดริทช์ (Eldritch) มีความหมายว่าพิศดาร, พิลึก, ในทางที่น่ากลัว. เป็นคำภาษาอังกฤษที่เพิ่งถูกคิดค้นขึ้นมาใหม่จากนิยายของ H.P. Lovecraft ดังนั้นผมจึงขอใช้ทับศัพท์เป็นเอลดริทช์ไปเลยครับ. (เรื่องนี้ก็เกี่ยวกับเทพของ เลิฟคราฟอยู่แล้วอะนะ)

 

ฟามิเลียร์ แปลว่าสมุนของเหล่าผู้มีอาคมต่างๆ ผมใช้คำทับศัพท์นะครับ.

 

คำว่าท่านในช่วงท้ายๆนั้น ต้นฉบับแต่งมาโดยใช้คำว่า You หรือก็คือตัวผู้อ่านทุกท่านนั่นเองครับ. ผมจึงขอใช้คำว่าท่านที่นอกจากจะใช้เรียกผู้อ่านแล้วยังเป็นคำที่ใช้เรียกสิ่งที่ยิ่งใหญ่ด้วยครับ.

 

เดอะวอยด์ (Void) มีความหมายว่าว่างเปล่า. อันนี้ขอใช้ทับศัพท์แล้วกันครับจะได้เรียกเป็นชื่อไปเลย.

 

* สิ่งต่างๆที่อยู่ท่ามกลาง (The things that are in Between) ท่อนนี้ผู้อ่านทุกท่านอาจจะงงกันผมเลยขออธิบายเพิ่มครับ สิ่งต่างๆนั้นสื่อถึงเหล่าทวยเทพตามนิยายของ H.P. Lovecraft ส่วน ที่อยู่ท่ามกลางนั้นสื่อถึงว่าทวยเทพเหล่านั้นไม่ได้อาศัยในภพภูมิใดๆเป็นการเฉพาะเลย พวกเขาอาศัยอยู่ในที่ที่อยู่ระหว่างภพเหล่านั้นนั่นเองครับ. ทวยเทพเหล่านั้นสามารถเดินทางผ่านภพภูมิหรือแม้แต่จะทำอะไรก็ได้ในสอง(หรือมากกว่า)ภพเหล่านั้นด้วย. (เดี๋ยวตอนหลังๆจะมีการดึงบางอย่างจากภพอื่นๆมาด้วยครับ)

 

*ถ้าแปลตรงตัวตามต้นฉบับก็คือ ความหมายใดๆ ณ ที่แห่งนี้เป็นสิ่งไม่เที่ยงดั่งสายลมในฤดูใบไม้ผลิ. ความเป็นเหตุเป็นผลล้วนเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็น (คือจะทำก็ได้ไม่ทำก็ได้ จะหาเหตุผลหรือไม่หาก็ได้ประมาณนี้ครับ).

  • คำว่าช่องว่างในประโยคนี้ก็คือ Space นั่นเองครับ. อาจจะสงสัยว่าทำไมไม่แปลว่าอวกาศ, อวกาศแปลว่าไม่มีอากาศนั่นเองครับ แต่ Space นั้นแปลว่าช่องว่างได้ด้วย (อวกาศไม่มีอะไรเลย ว่างเปล่า อังกฤษเลยใช้ space ครับ) ผมเลยขอใช้คำว่าช่องว่างครับ เพราะเดี๋ยวจะมีท่อนที่ทำให้คำนี้สมเหตุสมผลมากขึ้นครับ.

* คำว่ามัตยะ แปลว่าเหล่าผู้ที่ต้องตายครับ. คำต้นฉบับใช้คำว่า Mortal. ท่านอาจจะได้เห็นคำนี้บ่อยๆซึ่งแหล่งอื่นอาจจะแปลว่ามนุษย์แต่คำนี้ใช้กับสัตว์และสิ่งอื่นๆที่ตายได้ด้วย ผมเลยแปลเป็นคำว่า มัตยะ ที่แปลว่าเหล่าผู้ที่ต้องตายแทนครับ.

 

**ผมขอแปล10ตอนลงให้ฟรีก่อนนะครับ จากนั้นจะขอเงียบยาวๆเพื่อแปลให้เสร็จทั้ง80ตอนเลย แล้วจะกลับมาลงให้ครับ**

ยังไม่มีการให้คะแนน
กรุณารอสักครู่...