ตอนที่แล้วบทที่ 1 กำเนิดประชาธิปไตย : ตอนที่ 2 เฟลิเซียบุตรสาวแห่งตระกูลสกาเล็ต ( Felicia, daughter of The House Scarlet )
ทั้งหมดรายชื่อตอน

 คนที่ใช่ ที่อยู่ผิดที่

( Right man in wrong place)

 

   เฟลิเซียไม่เอ่ยกล่าวอะไร เธอเพียงแค่หยิบถ้วยนํ้าชามาดื่มพลางจับจ้องมองไปยังหญิงตรงหน้าของเธอก่อนจะตอบกลับไปเบาๆ

 

“ คำขวัญไม่สามารถบอกผลที่ชัดเจนได้เท่ากับผลงานที่เห็นและจับต้องได้ ” เฟลิเซียกล่าวเสร็จก็วางถ้วยนํ้าชาลง แอร์นาได้เพียงแต่ยิ้มอ่อนและพยักหน้าหงึกๆเป็นการยอมรับ

 

“ อ่า ข้าลืมเรื่องสำคัญที่ต้องบอกท่านไป ” แอร์นายกมือขึ้นมาปิดปากเล็กน้อย 

 

“ ข้ามีเรื่องสำคัญที่ต้องบอกท่าน เกี่ยวกับสมาพันธ์การค้า ” สิ้นเสียง สีหน้าของเฟลิเซียก็จริงจังขึ้นมาทันที แอร์นาเห็นเช่นนั้นจึงรีบกล่าวต่อ 

 

“ สายของข้ารับรู้มาว่าทาสที่หลบหนี เกือบทั้งหมดล้วนพัวพันกับสมาพันธ์การค้า ทั้งเส้นทางออกนอกเขตอาณานิคม หรือกลุ่มชนพื้นเมืองที่ช่วยเหลือพวกทาสและผู้ลี้ภัย แท้จริงแล้วเป็นฝีมือของประธานสมาพันธ์การค้าคนปัจจุบัน ท่านน่าจะรู้จากกลุ่ม แสงตะวันออก (Eastern Light) พันธมิตรของเราว่าเส้นทางหลบหนีถูกวางแผนไว้ดีเกินกว่าที่เหล่ากลุ่มทาสรุ่นแรกจะทำได้ แต่ข้าก็ไม่อยากจะเชื่อเรื่องแบบนี้หรอกนะ ” เฟลิเซียนั่งขบคิดใคร่ครวญอย่างหนัก 

 

   หากเป็นอย่างที่ท่านหญิงแอร์นากล่าวมันก็ไม่สมเหตุสมผลเสียเลย ที่พ่อค้าทาสจะเป็นต้นตอของการปลดปล่อยทาส ถ้าหากสมาพันธ์เป็นกลุ่มที่เห็นด้วยกับการเลิกทาสจริงๆ ทำไมต้องมาเสียผลประโยชน์สำคัญเพื่ออะไรแบบนี้ การค้าทาสเป็นรายได้ที่ดีเสียยิ่งกระไร สมาพันธ์การค้าก็มีแต่พวกหน้าเงินที่ยอมจะทำทุกอย่างเพื่อผลประโยชน์ของตน ถ้าหากเป็นเช่นนั้นจริง ๆ … เฟลิเซียเบิกตาโพลง ก่อนจะกล่าวกับท่านหญิงตรงหน้าเธอ

 

“ หรือว่าแท้จริงแล้ว เส้นทางหลบหนีถูกวางไว้แต่แรกจะไม่ใช่กลุ่มทาสรุ่นแรก แต่ถูกสร้างโดยกลุ่มสมาพันธ์ละ? ” เธอชะงัก “ เช่นนั้นพวกเขาจะทำไปเพื่ออะไรกัน? หรือพวกเขาพยายามย้ายถิ่นกันแน่? ”

 

“ เป็นไม่ได้ ” แอร์นาส่ายหน้าปฏิเสธ ก่อนเอ่ยต่อ “ แต่ถ้าหากเป็นจริงพวกเราสามารถเชิญสมาพันธ์การค้าให้เป็นพันธมิตรได้ พวกเขามีทั้งเงินทุน ส่ายข่าวจากพ่อค้า แม้กระทั่งเส้นสายก็สูงมาก และเครือข่ายสมาพันธ์ก็ยังครอบคลุมสามทวีปใหญ่ ” 

 

“ เฮ้อ.. ให้ตายสิท่านหญิงเครือข่ายท่านก็ใช่ย่อย ถึงกับรู้ตัวการเรื่องที่สามารถทำให้สมาพันธ์เสียชื่อเสียงได้ อันตรายเสียจริง ” เฟลิเซียถอนหายใจ ไม่ใช่ท่านหญิงตรงหน้าพึ่งมีข้อมูลข่าวสารภายในองค์กรขนาดใหญ่ไม่ใช่หรือไง? ส่ายข่าวของหญิงตรงหน้าเธอช่างอันตราย หากเป็นศัตรูด้วยแล้วคงไม่พ้นข่มขู่หักหลังหรอกนะ 

 

“ ตายจริง! ข้ามิได้น่ากลัวขนาดนั้นเสียหน่อย อย่ากล่าวโทษแต่ข้านะ เด็กๆข้าก็มีส่วนเหมือนกัน ” แอร์นาเอ่ยชมตัวเองอย่างหน้าไม่อาย ริมฝีปากชมพูยกขึ้นอย่างเย็นชาสร้างความไม่น่าไว้ใจมากกว่าเท่าตัว จนทำให้เฟลิเซียต้องส่ายหน้าเอือมละอายกับหญิงตรงหน้าของเธอ หญิงตรงหน้าเธอยังมีหน้ามาล้อเล่นกับเรื่องแบบนี้ได้ยังไงกัน เฟลิเซียได้แต่คิดในใจ ก่อนที่เฟลิเซียจะเปลี่ยนเรื่องคุย

 

“ ท่านพ่อข้าไปราชการที่รัฐวัลเทอร์ เป็นไปได้ว่าเรื่องที่ข้าก่อเอาไว้จะถูกตรวจพบแล้ว ” หญิงสาวพูดด้วยเสียงอารมณ์ที่แปรปรวนเมื่อพูดถึงบิดาของเธอ อย่างไรก็ตามเฟลิเซียก็สามารถเก็บอาการของตัวเองได้อย่างเชี่ยวชาญ ผิดกับแอร์นาที่ตกตะลึงกับคำพูดของเฟลิเซีย จนแอร์นาต้องเอ่ยออกมาเสียงดังหลังจากที่ได้ยินสิ่งที่เฟลิเซียกล่าวมา 

 

“ ใครกันที่สามารถตรวจพบการเคลื่อนไหวของคุณหนูได้! แล้วมันเกี่ยวพันกับเรื่องใดหรือ?”

 

“ ข้าก็ไม่ทราบว่าใคร หรือกลุ่มใดที่รับรู้ฝีเท้าของลูกน้องข้าได้… ” เธอชะงักก่อนจะกล่าวต่อ “ ส่วนเรื่องที่ทำให้เป็นเหตุที่พ่อข้าต้องไปรัฐวิลเทอร์ก็คงจะเป็นเรื่องที่คนของข้าลอบนำกระสุนและอาวุธออกจากป้อม ” 

 

   แอร์นาที่ได้ยินเช่นนั้นก็ตกใจยิ่งกว่าเดิม การลักลอบขโมยอาวุธยุทโธปกรณ์นั้นเป็นเรื่องที่ยากมาก หากถูกจับได้มีหวังถูกล่วงรู้การมีอยู่ของพวกเธอเป็นแน่ และสำคัญที่สุดคือความปลอดภัยของคุณหนูเฟลิเซีย หากมีการตั้งคณะสืบขึ้นมา การกระทำใดๆจะกลายเป็นเรื่องยากต่อแผนการต่างๆในอนาคต เฟลิเซียคือหัวใจของกลุ่มหากไม่เธอก็ไม่อาจจะรุกขึ้นยืนได้ แอร์นามีสีหน้าที่กังวลอย่างมาก ไม่นานนักเธอก็ลุกขึ้นก่อนจะเดินข้ามโต๊ะวางนํ้าชามาจับไหล่ของเฟลิเซีย แรงกดนั้นทำให้เฟลิเซียขมวดคิ้วและร้องออกมาเบาๆ แอร์นาที่ไม่สนใจก็พูดต่อเธอ

 

” คุณหนูเฟลิเซียแบบนี้มันเสี่ยงเกินไป หากคุณหนูถูกจับละก็ 

 

อนาคตแห่งดินแดนนี้ได้จมลงใต้มหาสมุทรเป็นแน่!

 

   เฟลิเซียไม่กล่าวอะไรเพียงแค่จับแขนของแอร์นาเพื่อบ่งบอกว่าให้เธอปล่อยมือออกไปเสียก่อน เมื่อได้สติว่าเธอกำลังบีบอย่างสุดแรงแอร์นาจึงปล่อยมือที่กำไหล่ของหญิงข้างล่างออกก่อนจะกล่าวขอโทษ “ ขออภัยคุณหนู ”

 

“ ไม่จำเป็นห่วงข้าหรอกท่านหญิง ” เฟลิเซียถอนหายใจกับอาการห่วงใยของหญิงตรงหน้า แม้ในใจแต่จะรู้สึกยินดีก็ตาม

 

“ ต่อให้ไม่มีลมหายใจ ยังไงพวกท่านก็สามารถรุกขึ้นได้ ต่อให้เรามิใช่ผู้นำพวกท่านก็สามารถพึ่งพากันเองได้ ” แอร์นาไม่ได้ตอบอะไรกลับเพียงแต่กลับไปนั่งที่เดิมของเธอ เมื่อแอร์นานั่งลงไปแล้วเฟลิเซียจึงค่อยกล่าวต่อ “ เช่นนั้นท่านหญิงก็มิต้องกังวลไป ข้าเอาตัวรอดได้ ” 

 

   แอร์นาพยักหน้าตอบกลับเป็นการแสดงความรับรู้คำพูดของเฟลิเซีย ขณะที่กำลังจะได้คุยต่อทั้งสองก็ต้องหยุดการสนทนาลงเพียงเท่านี้ แม่บ้านของแอร์นาวิ่งเข้ามาในห้องรับแขกอย่างตื่นตระหนกและใบหน้าที่ซีกเผือกก่อนจะก้มหัวขอโทษพวกเธอทั้งสองที่ขัดบทสนทนาสำคัญก่อนจะกล่าวพูด

 

“ ท่านหญิงมีนายทหารสองคนเข้าขอพบเจ้าค่ะ ” แอร์นาและเฟลิเซียที่ได้ยินเช่นนั้นก็ทำสีหน้าสงสัยใคร่รู้ ไม่ใช่ว่าพวกเขาต้องเดินทางไปป้อมทหารก่อนหรือ? แอร์นาเป็นคนแรกที่ไถ่ถามแม่บ้านของเธอ

 

“ หลี่ จวิน กลับมาแล้วงั้นรึ? จำลืมใบหน้าของเจ้านายไม่ได้หรือไงกัน ” 

 

“ ข้าไม่เคยลืมใบหน้าของนายเหนือหัวเจ้าค่ะ เพียงแค่นายทหารสองคนที่ขอเข้าพบดูมียศถาบรรดาศักดิ์มากกว่านายเหนือหัวเจ้าค่ะ! ” แม่บ้านกล่าว

 

“ ผู้นำกองกำลังอาสาหรือ? ให้เขาเข้ามา ” แม่บ้านของแอร์นาโครงตัวรับคำสั่งก่อนจะรีบหันตัวไปประตูบ้าน

 

   ไม่นานนักนายทหารทั้งสองที่ขอเข้าพบก็โผล่หน้าให้ทั้งสองได้เห็น คนแรกที่เดินเข้ามาในห้องรับแขกเป็น ร่างเล็กผู้มีสีผมที่แปลกประหลาดหาได้ยาก เขาถอดหมวกสามมุม ผมที่ถูกรวบเป็นหางม้า ใบหน้าที่ดูสมหญิงมากกว่าชายฉกรรจ์ของกองทัพ ดวงตาสีฟ้าอ่อน ใบหน้าที่เย็นช้ายากที่จะคาดเดา เครื่องแบบที่แตกต่างจากทหารอาสาชั้นเลว ถ้าไม่ใช่ระดับผู้หมวดขึ้นไปส่วนมากจะสวมใส่เสื้อผ้าชาวบ้านทั่วไป และ นายทหารอีกคนเป็นมนุษย์ครึ่งสัตว์ดูยศน้อยกว่าชายคนแรก นายทหารคนนั้นค่อยๆก้มหัวก่อนจะแนะนำตัว 

 

“ ร้อยตรี ดักลาส ” “ พลทหารบูลล์ ”

 

“ ไม่ทราบว่าผู้กองทหารอาสาสมัครมีธุระอะไรกับข้าหรือไม่? ” แอร์นากล่าวถามขณะที่ดื่มนํ้าชา

 

“ ผมมาขอแจ้งให้ท่านหญิงได้ทราบว่าสามีของคุณ ผู้หมวดหลี่ จวิน ได้รับแจ้งว่าเสียชีวิตในการปฏิบัติหน้าที่ ยูทิก้า รัฐเบอร์เกน ในนามของผู้นำกองกำลังอาสาในครั้งนี้ ผมขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อคุณและครอบครัวของคุณต่อการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของคุณ ” สิ้นเสียงถ้วยนํ้าชาในมือก็ร่วงลงพื้น

 

   เพล้ง! เสียงถ้วยนํ้าชากระทบพื้นบ้านดังไปทั่ว หญิงสาวผู้เป็นเจ้าบ้านเบิกตากว้างสีหน้าที่ตกใจคล้ายจะเป็นลม ในตาที่ค่อยๆมีนํ้าไหลออกมา ความเศร้าโศกปะทุออกจากหน้าอก แอร์นากัดริมฝีปากด้วยความเสียใจ ส่วนเฟลิเซียถึงกับไม่สามารถคิดคำพูดอะไรออกมาได้ หัวใจของหญิงผู้เป็นคนรักล้วนแตกสลายง่ายดาย แต่หัวใจของแอร์กลับแข็งแกร่งดุจเหล็กกล้า ไม่นานเธอก็เก็บอารมณ์ที่รุ่นแรงนี้ได้

 

   แม้ว่าแอร์นาไม่แสดงอาการเสียใจออกมาแต่บรรยากาศอึกอักและความโศกเศร้าก็โผล่ออกมารอบๆตัวเธอ 

 

   ร้อยตรีลาส หยิบจดหมายฉบับหนึ่งขึ้นมาก่อนจะหยิบยื่นให้แอร์นา ซึ่งเธอก็รับด้วยความเต็มใจ มันเป็นจดหมายสุดท้ายของหลี่ จวิน ก่อนออกศึก แอร์นาที่เห็นชื่อคนเขียนก็ได้ยิ้มอ่อนก่อนจะพูดกับลาส

 

“ ขอบคุณท่านที่นำมันมาให้ข้า ขอบคุณจริงๆ ” แอร์นาหยุดสักครู่ก่อนจะหันไปกล่าวกับแขกทั้งสองฝั่ง “ ข้อขออยู่ตัวคนเดียวสักพัก หากคุณหนูเฟลิเซียมีประสงค์จะคุยต่อข้าจะให้คนรับใช้เตรียมนํ้าชาให้ใหม่ ” 

 

   เฟลิเซียเหล่ตามองไปที่ชายหน้าหวานด้วยแววตาใคร่รู้โดยที่ผู้ถูกจ้องมองไม่ทันสังเกต ก่อนจะหันตอบแอร์นาด้วยการพยักหน้าเป็นเชิงยินยอม เฟลิเซียเข้าใจว่าแอร์นาอยากได้เวลาส่วนตัวของเธอ ซึ่งเธอก็ควรที่จะไม่ยุ่งเรื่องของความรักคนอื่น เมื่อแอร์นาเดินออกไปแล้วเฟลิเซียก็หันไปหานายทหารทั้งสอง 

 

“ เชิญร้อยตรีนั่งลงและมาพูดคุยเล่นกันสักหน่อยเสีย ” เฟลิเซียเผยหน้ามือเชื้อเชิญชักชวนให้ชายทั้งสองนั่งลง

 

   ลาสหันกลับไปมองไปยังหญิงสาวที่ยิ้มให้กับเขา แม้ว่าอยากจะบอกขอโทษแต่ปากไม่รักดีมันไม่ยอมเอ่ยตอบ ลาสนึกถึงเรื่องตอนที่เขาได้เจอกับคุณหนูตรงหน้าพร้อมไวส์ มันช่างเป็นช่วงเวลาที่ไม่เหมาะสมและน่าอายเสียจริงๆ เฟลิเซียคงไม่น่าจะจำคนแปลกหน้าตอนนั้นได้หรอกนะไม่งั้นตัวเขาคงได้มีปัญหาเป็นแน่ ลาสคิดในใจก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆและเดินไปนั่งตามที่หญิงสาวเชิญ พร้อมกับบูลล์ที่เดินตามมานั่งข้างๆตัวของเขา นํ้าชาและถ้วยถูกนำมาวางไว้บนโต๊ะเล็ก ก่อนที่เฟลิเซียจะเป็นคนเปิดบทสนทนา

 

“  ทิวาสวัสดิ์​ ท่านคงเป็นผู้นำกองกำลังทหารอาสาสมัครไปทำศึกที่ยูทิก้าใช่หรือไม่ ”

 

    ลาสพยักหน้าตอบกลับไม่เอ่ยกล่าวอะไรทั้งสิ้นสร้างความเงียบจนบูลล์ต้องเรียกสติลาสด้วยการตบไปที่น่องขาของลาสเบาๆสองทีจนเจ้าตัวที่ถูกเรียกสติต้องตอบเฟลิเซียไป “ ใช่ครับ ” 

 

   เฟลิเซียจ้องมองบูลล์ด้วยสีหน้าที่แปลกใจเล็กน้อย ก่อนจะคิดอะไรเพลินๆพลางมองไปยังชายหนุ่มทั้งสอง ช่างน่าแปลกชายผู้เปลี่ยนกองกำลังช้าวบ้านให้กลายเป็นนักรบเต็มตัว กลับเป็นชายที่ไม่ใช่พวกโอ้อวดเหมือนกองทหารของบิดาของเธอ ที่น่าแปลกยิ่งกว่าคือการที่ชายคนนี้ไม่ได้มองเผ่าพันธุ์อื่นตํ่ากว่าตัวเองผิดกับผู้มีฐานะหรือบุคลากรที่สำคัญในดินแดนแห่งนี้ แต่จะว่าทุกคนก็ไม่ได้ ตัวอย่างเช่นท่านหญิงแอร์นาแม้ว่าจะถูกเรียกว่าชนชั้นสูงคล้ายขุนนางรอง แต่ท่านหญิงเธอก็ไม่เคยมองเผ่าพันธุ์อื่นด้อยกว่าตนเสียด้วยซํ่า 

 

   เฟลิเซียเปลี่ยนใบหน้าจากคุณหนูผู้อ่อนน้อมกลายเป็นหญิงสาวที่สงบเสงี่ยมและเย็นชา เธอเปลีี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือทันที เฟลิเซียเอ่ยพูดแบบเคร่งขรึมเอาจริงเอาจัง 

 

“ ตัวข้าอยากทราบความคิดเห็นส่วนตัวของท่านเกี่ยวกับ อาริกาเซีย และ ดินแดนโพ้นทะเล ” 

 

“ ความเห็นงั้นเหรอครับ? เรื่องอะไรละครับ การเมืองการปกครอง? สงครามโลกภายนอก? ความเป็นอยู่ของประชากร? หรือ… ” สายตาของลาสจับจ้องไปยังเฟลิเซียเพื่อหาคำตอบ “ ความทะเยอทะยานในอำนาจของคุณหนู ”

 

   เฟลิเซียที่ได้ยินคำเสียดสีของลาสก็ไม่ได้แสดงอาการโกรธแค้นแต่อย่างไร เธอนำพัดบรรดาศักดิ์คู่ใจขึ้นมาปกปิดบริเวณปาก ทิ้งไว้เพียงแค่สายตาที่ยากจะคาดเดา ก่อนที่เธอจะตอบกลับ

 

“ หากเป็นคนอื่นคงไม่ตอบคำถามด้วยการถาม หึ แน่นอนว่าเป็นดินแดนแห่งนี้ ท่านไม่คิดหรือว่าทำไมพวกเราต้องส่งผลประโยชน์ส่วนร่วมของประชากรเราให้กับเจ้าของที่ไม่แม้จะเดินทางทำงานด้วยตัวเอง  ” เฟลิเซียหุบพัดแล้วชี้ไปทางลาส

 

“ ดินแดนอาริกาเซียแห่งนี้มันก็ควรเป็นของชาวอาริกาเซีย! ไม่ใช่ลีโอเนียที่หวังแต่ทรัพยากรกลับดินแดนของมัน พวกเราควรที่จะมีอริสระในแบบของเรา การกดขี่อันอยุติธรรมควรที่จะจบสิ้นได้แล้ว ท่านไม่คิดเช่นนั้นหรือ? ” เฟลิเซียกล่าด้วยวาจาอันแข็งกระด้าง

 

“ กดขี่? เท่าที่เห็นผมเห็นที่แห่งนี้ก็มีการปกครองตัวเองไม่ได้ถูกกดขี่ตรงไหน แต่ก็จริงว่ามีการเอารัดเอาเปรียบกันมากมายระหว่างชาวอาณานิคมกับชาวอัลชลาฟไวส์อยู่บ้าง หรือไม่คุณหนูคงหมายถึงความแตกต่างด้านชีวิตความเป็นอยู่ของทั้งสองทวีป เรื่องนั้นผมก็พอเห็นด้วยกับคุณหนูครับ…. อีกเรื่องที่สำคัญที่คุณหนูควรจะนึกเอาไว้ ดินแดนของอาริกาเซียเป็นของชนพื้นเมืองที่เติบโตมาหลายชั่วอายุคน ไม่ใช่ผู้ย้ายเข้ามาอาศัยรุ่นใดๆ ” ลาสชะงักก่อนจะตอบกลับ 

 

ดินแดนแห่งโอกาสไม่ควรที่จะทิ้งผู้ใดไว้ข้างหลัง ไม่ว่าเขาผู้นั้นจะเป็นชนชาติใด

 

   เฟลิเซียนิ่งตกใจชั่วครู่ กับคำพูดของลาส เธอไม่คิดว่าชายตรงหน้าจะแตกต่างยิ่งกว่าชาวบ้านหรือชนชั้นใดๆที่เธอเคยเจอ มันเป็นอย่างที่ลาสพูดเฟลิเซียไม่เคยคิดถึงเรื่องอดีตก่อนที่จะมีการโยกย้ายเข้ามาในดินแดนแห่งนี้และสร้างเขตแดนของตนภายในพื้นที่อาศัยของชนพื้นเมือง ในหัวของเธอเต็มไปด้วยคำว่า ‘ ดินแดนแห่งโอกาส ’ แต่เฟลิเซียก็เก็บไว้ในใจก่อนที่เธอจะบอกกับลาส 

 

“ ร้อยตรี ดักลาส ท่าน… ท่านเป็นพวกแบ่งแยกงั้นหรือ? แต่ข้าไม่เคยเห็นนายทหารที่อยากจะเปลี่ยนแปลงแบบท่านเลยนอกจากหลี่ จวิน ที่ข้ารู้จัก ” 

 

 “ แบ่งแยกหรือแท้จริงแล้วคุณหนู ต้องการปลดแอกออกจากสหจักรวรรดิ… แสดงว่ามีจริงๆสินะ ” คำสุดท้ายนั้นเบาเสียจนเฟลิเซียไม่ได้ยิน 

 

“ หึ สายตาของข้าไม่เคยมองคนผิด ร้อยตรี ดักลาส ใช่แล้วข้าต้องการให้อริสระภาพกับแผ่นดินผืนนี้ อริสระภาพให้แก่ชาวบ้านที่ถูกจับมาปล่อยในดินแดนแห่งนี้ อริสระภาพให้กับทาสที่ถูกลักพาตัว ” เฟลิเซียมองกลับลาสกับบูลล์ก่อนจะพูดต่อ 

 

“ แล้วพวกท่านละ คิดจะเอาเรื่องที่ข้าพูดไปฟ้องเพื่อจับกุมข้า ในความผิดกบฏต่อจักรวรรดิหรือไม่…. ”

 

—————————————————————————————————————————

 

คะแนน 2.7
กรุณารอสักครู่...